ข่าวและเศรษฐกิจ
ดอกเบี้ยขึ้น ทองลงเสมอไหม
ตำราบอกว่าดอกเบี้ยสูงกดราคาทอง แต่กราฟจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกครั้ง ดูว่าตัวแปรไหนเข้ามาแทรก
ประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดในวงการทองคือ ดอกเบี้ยขึ้นทองลง ดอกเบี้ยลงทองขึ้น ฟังแล้วสมเหตุสมผลและใช้อธิบายเหตุการณ์ได้หลายช่วง เลยกลายเป็นกฎที่คนจำติดหัว แต่พอเอาไปเทียบกับกราฟจริงหลายปี จะเจอช่วงที่กฎนี้ใช้ไม่ได้ผลชัดเจน บางช่วงดอกเบี้ยสูงอยู่ แต่ทองทำจุดสูงสุดใหม่
บทความนี้พาดูว่าเหตุผลเบื้องหลังประโยคนั้นคืออะไร ทำไมมันถูกในบางช่วง และตัวแปรไหนที่ทำให้มันพลาด
เหตุผลที่ตำราบอกว่าทองสวนดอกเบี้ย
ทองเป็นสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยและไม่มีปันผล ถ้าเอาเงินไปฝากหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้ผลตอบแทนสูง การถือทองเท่ากับสละรายได้ส่วนนั้นไปโดยปริยาย นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ดอกเบี้ยยิ่งสูง ต้นทุนของการถือทองยิ่งแพง ทองจึงน่าสนใจน้อยลงในสายตาคนที่เปรียบเทียบ
อีกทางหนึ่ง ทองซื้อขายเป็นดอลลาร์ ดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงมักดึงเงินเข้ามาถือดอลลาร์ ค่าเงินแข็งขึ้น ทองที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ก็แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ถือสกุลอื่น ทำให้แรงซื้อลดลง ความสัมพันธ์สองทางนี้คือที่มาของกฎข้อแรก
ตัวที่ใช้วัดจริงคือดอกเบี้ยจริง
ถ้าตัดเรื่องชื่อมาตรวัดออก สิ่งที่เทรดเดอร์ติดตามคือดอกเบี้ยจริง (real yield) คือผลตอบแทนพันธบัตรหลังหักเงินเฟ้อที่ตลาดคาด ตัวที่นิยมดูคือผลตอบแทนของพันธบัตรเชื่อมโยงเงินเฟ้ออายุสิบปีของสหรัฐ หรือที่เรียกกันว่า TIPS
ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นหลักคิด ถ้าพันธบัตรจ่าย 5% และตลาดคาดเงินเฟ้อ 3% ดอกเบี้ยจริงคือ 2% ถ้าพันธบัตรจ่าย 5% แต่คาดเงินเฟ้อ 5.5% ดอกเบี้ยจริงคือติดลบครึ่งเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการถือทองไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลย ตัวเลขดอกเบี้ยตามประกาศอาจเท่ากันทั้งสองกรณี แต่มุมมองของทองต่างกันมาก
มีตัวอย่างจริงที่ตรวจสอบได้ ราคาทองทำจุดสูงสุดในเวลานั้นราว 2,070 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2020 ช่วงเดียวกับที่ผลตอบแทนจริงของพันธบัตรสิบปีสหรัฐติดลบประมาณ 1% และดอกเบี้ยนโยบายของ Fed อยู่ที่ 0 ถึง 0.25% ภาพนี้ตรงกับตำราทุกข้อ
ช่วงที่ตำราใช้ได้ดี ปี 2022
ปีที่ดอกเบี้ยขึ้นเร็วที่สุดในรอบหลายสิบปีให้ตัวอย่างที่ชัด Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยเดือนมีนาคม 2022 จากช่วง 0 ถึง 0.25% และขึ้นต่อเนื่องจนถึงกรกฎาคม 2023 ที่ระดับ 5.25 ถึง 5.50% รวม 11 ครั้ง ส่วนทองในปี 2022 ลงมาแถว 1,615 ดอลลาร์ในเดือนกันยายน และกลับมาทดสอบแถวนั้นอีกครั้งช่วงตุลาคมถึงพฤศจิกายน ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าแรง ช่วงนั้นถ้าใครยึดกฎดอกเบี้ยขึ้นทองลงก็ถูกใจ
ช่วงที่ตำราไม่ตรง
ปลายปี 2022 ทองเริ่มฟื้น แล้วเข้าสู่ช่วงที่ทำให้หลายคนต้องทบทวน เดือนธันวาคม 2023 ราคาทองพุ่งทำสถิติใหม่ราว 2,135 ดอลลาร์ (ราคา spot) และเดือนเมษายน 2024 ขึ้นไปแถว 2,430 ดอลลาร์ ทั้งสองจังหวะเกิดขณะที่ Fed ยังคงดอกเบี้ยที่ 5.25 ถึง 5.50% ไม่ได้ลด ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงสุดในรอบสองทศวรรษกว่า แต่ทองวิ่งขึ้นต่อ
เหตุผลที่นักวิเคราะห์ยกมาอธิบายมีหลายข้อ และไม่มีข้อไหนที่ทุกคนเห็นตรงกันทั้งหมด ข้อที่ถูกพูดถึงบ่อยคือธนาคารกลางหลายแห่งซื้อทองเข้าทุนสำรองต่อเนื่อง ความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และการคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยกำลังจะถึงจุดสูงสุดแล้วเริ่มลง ตลาดทองมักไม่รอวันที่ Fed ลดจริง ถ้าคนเชื่อว่าการลดกำลังมา ราคาก็ขยับล่วงหน้า ซึ่งตรงกับเรื่อง priced in ที่เล่าไว้ในบทความเรื่องข่าวดีแต่ทองลง เหตุการณ์ที่ตามมาคือ Fed ลดดอกเบี้ยครั้งแรกของรอบเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2024 ครึ่งเปอร์เซ็นต์เต็ม ลงมาที่ 4.75 ถึง 5.00%
ย้อนไปไกลกว่านั้น ปี 2013 ทองร่วงราว 28% ทั้งปี ซึ่งแรงที่สุดในรอบหลายปี เป็นช่วงที่ตลาดเริ่มกังวลว่า Fed จะลดการซื้อสินทรัพย์และดอกเบี้ยจะเริ่มกลับมาสูง แต่แรงร่วงรอบแรกที่แรงที่สุดเกิดช่วงกลางเดือนเมษายน 2013 เกิดก่อนที่ Fed จะพูดเรื่องนี้ชัดเจนในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน เหตุผลที่เล่ากันภายหลังจึงมักเรียบร้อยกว่าสิ่งที่เกิดจริง
อีกกรณีที่คนยกบ่อยคือช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อต้นปี 1980 ทองพุ่งไปราว 850 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม 1980 ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐสูงมาก เพราะเงินเฟ้อแรงกว่าและความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลหลักต่ำ หลังจากนั้นทองร่วงหนักตลอดช่วงปี 1980 ถึง 1982 จุดต่ำของรอบนั้นอยู่แถว 300 ดอลลาร์ ตัวเลขสมัยนั้นละเอียดน้อยกว่าปัจจุบัน ใช้ดูภาพรวมได้แต่ไม่เหมาะเอามาคำนวณจังหวะเทรด
ตัวแปรที่แทรกเข้ามาระหว่างดอกเบี้ยกับทอง
จากช่วงเวลาข้างบน เราสรุปตัวแปรที่ทำให้กฎ “ดอกเบี้ยขึ้นทองลง” ไม่ตรงได้เป็นกลุ่ม ๆ
ตัวแรกคือเงินเฟ้อ ถ้าดอกเบี้ยขึ้นแต่เงินเฟ้อขึ้นเร็วกว่า ดอกเบี้ยจริงยังต่ำหรือติดลบ ทองไม่เสียเปรียบ ตัวที่สองคือความคาดหวังเรื่องอนาคต ราคาตอบสนองกับทิศทางที่ตลาดคิดว่าดอกเบี้ยจะไป ไม่ใช่ระดับปัจจุบัน ดอกเบี้ยที่ 5% แต่กำลังจะลดลง อาจเป็นข่าวดีกับทอง ตัวที่สามคือค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งบางช่วงขยับด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ย เช่น เงินไหลเข้าเพราะความกลัว
ตัวที่สี่คือแรงซื้อที่ไม่อ่อนไหวกับดอกเบี้ย เช่น ธนาคารกลางที่ซื้อเพื่อกระจายทุนสำรอง และนักลงทุนที่ซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ คนกลุ่มนี้ไม่ได้เทียบทองกับพันธบัตรแบบเดียวกับกองทุนระยะสั้น ตัวที่ห้าคือสถานะของนักเก็งกำไร ถ้าคนซื้อทองไว้ล่วงหน้าเยอะแล้ว ข่าวที่ดูเป็นบวกอาจหมดแรงซื้อเพิ่ม
วิธีใช้ความรู้นี้บนกราฟ
เรื่องนี้ใช้ดูภาพใหญ่ เห็นข่าวดอกเบี้ยแล้วยังไม่กดซื้อขายทันที สิ่งที่ทำได้คือใช้เป็นกรอบบอกว่าช่วงนี้ตลาดกำลังกังวลเรื่องอะไร แล้วดูว่าราคาทองตอบสนองถูกทางหรือเปล่า
ลองตั้งคำถามสามข้อก่อนที่ข่าวดอกเบี้ยจะออก ข้อแรก ตลาดคาดว่าอะไร ถ้าคาดว่าจะไม่เปลี่ยน ข่าวที่ไม่เปลี่ยนไม่ใช่ข่าวใหม่ ข้อสอง ถ้อยแถลงหลังประชุมสำคัญกว่าตัวเลข เพราะบอกทิศทางต่อไป ข้อสาม ดอลลาร์กับผลตอบแทนพันธบัตรขยับทางเดียวกับทองหรือเปล่า ถ้าดอลลาร์แข็งแต่ทองไม่ลง แสดงว่ามีแรงซื้อทองจากเหตุผลอื่นอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่า
ในมุม SMC เรายังต้องรอโครงสร้างราคาเหมือนเดิม ถ้าราคาทองถูกกวาดจุดต่ำแล้วกลับขึ้นโดยมีดอลลาร์อ่อนตามมา เรามีข้อมูลสองด้านซ้อนกัน ถ้าทองเคลื่อนสวนตัวแปรทั้งหมด เราลดขนาดสถานะลงและให้ความสำคัญกับสต็อปมากขึ้น เพราะเรากำลังเทรดสวนความเห็นส่วนใหญ่ของตลาด
เช็คลิสต์ก่อนเทรดวันที่มีข่าวดอกเบี้ย
- เปิดปฏิทินเศรษฐกิจ จดเวลาประกาศ ค่าคาดการณ์ และเวลาแถลง
- ดูว่าตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะไปทางไหนรอบหน้า ไม่ใช่แค่รอบนี้
- ดูทิศของดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรควบคู่กับทอง
- ทำเครื่องหมายจุดสูงจุดต่ำใน H1 และ H4 ที่เป็นแหล่งสภาพคล่องก่อนข่าว
- ไม่ไล่แท่งแรกหลังประกาศ รอโครงสร้างในกรอบเล็กชัดก่อน
- ลดขนาดสถานะลง เพราะสเปรดและ slippage กว้างกว่าปกติ
ข้อจำกัด
ตัวเลขทางประวัติศาสตร์ในบทความนี้เป็นค่าประมาณรอบจุดสำคัญ ตรวจจากข้อมูลสาธารณะแล้ว แต่ราคาอ้างอิงต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งและเวลา เราไม่ได้ใช้ตัวเลขเหล่านี้ทำนายอนาคต และไม่มีสูตรตายตัวที่บอกว่าข่าวดอกเบี้ยแบบหนึ่งทำให้ทองต้องขึ้นหรือลง ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา
ถ้าอยากต่อยอดไปที่วิธีอ่านกราฟทองรอบข่าวใหญ่ ตั้งแต่การกวาด Liquidity จนถึงจังหวะรอเข้า เล่มคู่มือ SMC/ICT บน TradingView มีตัวอย่างบนกราฟให้ดูทีละขั้น เป็นของฟรีใน LINE ของเรา
การเทรดทองมีความเสี่ยงสูง ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
การเทรด CFD และผลิตภัณฑ์ที่มี leverage มีความเสี่ยงสูง อาจเสียเงินทุนทั้งหมด เนื้อหานี้เป็นสื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน